อสุภกรรมฐาน
อสุภ แปลว่า ไม่สวย ไม่งาม กรรมฐาน แปลว่า ตั้งอารมณ์ไว้ให้เป็นการเป็นงาน รวมความแล้วได้ว่า ตั้งอารมณ์เป็นการเป็นงานในอารมณ์ที่เห็นว่า ไม่มีอะไรสวยสดงดงาม มีแต่สกปรกโสโครก น่าเกลียดน่าสะอิดสะเอียน
กำลังสมาธิของอสุภกรรมฐาน
อสุภกรรมฐานทั้ง ๑๐ อย่างนี้ มีกำลังสมาธิเพียงปฐมฌานเป็นอย่างสูง ไม่สามารถจะทรงฌานให้มีกำลังสูงกว่านั้นได้ เพราะเป็นกรรมฐานที่มีอารมณ์ด้านพิจารณามากกว่าการเพ่ง ใช้อารมณ์จิตใคร่ครวญพิจารณาอยู่เป็นปกติ จึงทรงสมาธิได้อย่างสูงเพียงปฐมฌาน เป็นกรรมฐานที่มีอารมณ์คล้ายคลึงกับวิปัสสนาญาณมาก นักปฏิบัติที่พิจารณาอสุภกรรมฐานจนทรงปฐมฌานได้ดีแล้ว พิจารณาวิปัสสนาญาณ ควบคู่กันไป จะบังเกิดผลรู้แจ้งเห็นจริงในอารมณ์วิปัสสนาญาณได้อย่างไม่ยากนัก สำหรับอสุภกรรมฐานนี้เป็นสมถกรรมฐานที่ให้ผลในทางกำจัดราคจริตเหมือนกันทั้ง ๑๐ กอง คือค้นคว้าหาความจริงจากวัตถุที่มีชีวิตและไม่มีชีวิต ที่นิยมชมชอบกันว่าสวยสดงดงามที่บรรดามวลชนทั้งหลายพากันมัวเมา หลงใหลใฝ่ฝันว่าสวยสดงดงามจนเป็นเหตุให้เกิดภยันตรายแก่ตน ลืมชีวิตความเป็นอยู่ของตน มอบหมายความรักความปรารถนาให้แกวัตถุที่ตนรัก เป็นการประพฤติที่ฝืนต่อกฏของความจริง เป็นเหตุของความทุกข์ที่ไม่รู้จบสิ้น กรรมฐานนี้จะค้นคว้าหาความจริงจากสรรพวัตถุต่าง ๆที่เห็นว่าสวยสดงดงาม เอามาตีแผ่ให้เห็นผลว่า สิ่งที่สัตว์และคนหลงใหลใฝ่ฝันนั้น ความจริงไม่มีอะไรสวย ไม่มีอะไรงาม เป็นของน่าเกลียดโสโครกทั้งสิ้น กรรมฐานในหมวดอสุภกรรมฐานมีความหมายในรูปนี้ จึงเป็นกรรมฐานที่ระงับดับอารมณ์ที่ใคร่อยู่ในกามารมณ์เสียได้ ท่านที่เจริญกรรมฐานหมวดอสุภกรรมฐานนี้ชำนาญเป็นพื้นฐานแล้วต่อไปเจริญวิปัสสนาญาณ จะเข้าถึงการบรรลุเป็นพระอนาคามีผลไม่ยากนัก เพราะพระอนาคามีผลเป็นพระอริยบุคคลที่มีความสงบระงับความรู้สึกในกามารมณ์ได้เด็ดขาด ท่านที่เจริญกรรมฐานหมวดอสุภนี้ ก็เป็นการเริ่มต้นในการเจริญฌานด้านที่เป็นปฏิปักษ์ต่อกามารมณ์ ฉะนั้น นักปฏิบัติกรรมฐานที่มีความชำนาญในอสุภกรรมฐานจึงเป็นของง่าย ในการเจริญวิปัสสนาญาณ เพื่อให้บรรลุเป็นอนาคามีผลและอรหัตตผล
อสุภกรรมฐาน ๑๐ อย่าง
อสุภกรรมฐาน ท่านจำแนกไว้เป็น ๑๐ อย่างด้วยกัน คือ
| ๑.อุทธุมาตก | คือ ร่างกายของคนและสัตว์ที่ตายไปแล้ว นับแต่วันตายเป็นต้นไป มีร่างกายขึ้นบวม พองไปด้วยลม ที่เรียกกันว่า ผีตายขึ้นอืดนั้นเอง |
| ๒.วินีลกอสุภ | เป็นร่างกายที่มีสีเขียว สีแดง สีขาว คละปนระคนกัน คือมีสีแดงในที่มีเนื้อมาก มีสีขาวในที่มีน้ำมาเหลืองน้ำหนองมาก มีสีเขียวที่มีผ้าสีเขียวคลุมไว้ อาศัยที่ร่างของผู้ตายส่วนใหญ่ก็ปกคลุมด้วยผ้า ฉะนั้น สีเขียวตามร่างกายของผู้ตายจึงมีสีเขียวมาก ท่านจึงเรียกว่า วินีลกะแปลว่าสีเขียว |
| ๓.วิปุพพกอสุภ | เป็นซากศพที่มีน้ำเหลืองไหลอยู่เป็นปกติ |
| ๔.วิฉิททกอสุภ | คือซากศพที่มีร่างกายขาดเป็นสองท่อนในท่ามกลาง มีกายขาดออกจากกัน |
| ๕.วิขายิตกอสุภ | เป็นร่างกายของซากศพที่ถูกสัตว์ยื้อแย่งกัดกิน |
| ๖.วิกขิตตกอสุภ | เป็นซากศพที่ถูกทอดทิ้งไว้จนส่วนต่าง ๆ กระจัดกระจาย มีมือ แขนขา ศีรษะ กระจัดพลัดพรากออกไปคนละทาง |
| ๗.หตวิกขิตตกอสุภ | คือซากศพที่ถูกสับฟันเป็นท่อนน้อยและท่อนใหญ่ |
| ๘.โลหิตกอสุภ | คือซากศพที่มีเลือดไหลออกเป็นปกติ |
| ๙.ปุฬุวกอสุภ | คือซากศพที่เต็มไปด้วยตัวหนอนคลานกินอยู่ |
| ๑๐.อัฏฐิกอสุภ | คือศพที่มีแต่กระดูก |
อสุภกรรมฐานนี้ ท่านพระพุทธโฆษาจารย์เจ้า ได้พรรณนา ไว้ในวิสุทธิมรรครวมเป็นอสุภที่มีอาการ ๑๐ อย่างตามที่กล่าวแล้ว
การพิจารณาอสุภ
การพิจารณาอสุภทั้ง ๑๐ อย่างนี้ ท่านสอนให้พิจารณาเพื่อถือเอานิมิตโดยอาการ ๖ อย่างดังต่อไปนี้
๑.พิจารณาโดยสีคือให้กำหนดว่า ซากศพนี้เป็นร่างกาย ของคนดำหรือคนขาวหรือเป็นร่างกายของคนที่มีผิวด่างพร้อย คือผิวไม่เกลี้ยงเกลา
๒.พิจารณาโดยเพศ อย่ากำหนดว่า ร่างกายนี้เป็นหรือชาย พึงพิจารณาว่า ซากศพนี้เป็นร่างกายของคนที่มีอายุ มีอายุกลางคน หรือเป็นคนแก่
๓.กำหนดพิจารณาโดยสันฐาน คือกำหนดพิจารณาว่านี่เป็นคอ เป็นศีรษะ เป็นท้อง เป็นเอว เป็นขา เป็นเท้า เป็นแขน เป็นมือ ดังนี้ เป็นต้น
๔.กำหนดโดยทิศ ทิศนี้ท่านหมายเอาสองทิศ ทิศเบื้องได้แก่ทางด้านศีรษะ ทิศเบื้องต่ำ ได้แก่ด้านปลายเท้าของซากศพ ท่านมิได้หมายถึงทิศเหนือทิศใต้ ตามที่นิยมกัน ท่านให้สังเกตว่า ที่เห็นนั้นเป็นทางด้านศีรษะ หรือด้านปลายเท้า
๕.กำหนดพิจารณาโดยที่ตั้ง ท่านให้พิจารณากำหนดจดจำว่า ซากศพนี้ศีรษะวางอยู่ตรงนี้ มือวางอยู่ตรงนี้ เท้าวางอยู่ตรงนี้ เท้าวางอยู่ตรงนี้ ตัวเราเอง เวลาพิจารณาอสุภนี้ เรายืนอยู่ตรงนี้
๖.กำหนดพิจารณาโดยกำหนดรู้ หมายถึง การกำหนดรู้ว่าร่างกายสัตว์และมนุษย์นี้ มีอาการ ๓๒ เป็นที่สุด ไม่มีอะไรสวยสดงดงามจริงตามที่ชาวโลกผู้มัวเมาไปด้วยกิเลสหลงใหลใฝ่ฝันอยู่ ความจริงแล้วก็เป็นของน่าเกลียดโสโครก มีกลิ่นเหม็นคลุ้งมีสภาพขึ้นอืดพอง มีน้ำเลือดน้ำหนองเต็มร่างกายที่พอจะมองเห็นว่าสวยสดงดงาม พอที่จะอวดได้ก็มีนิดเดียว คือหนังกำพร้าที่ปกปิดอวัยวะภายใน ทำให้มองไม่เห็นสิ่งโสโครก คือ น้ำเลือด น้ำหนอง ดี เสลด ไขมัน อุจจาระ ปัสสาวะ ที่ปรากฏอยู่ภายใน แต่ทว่า หนังกำพร้าใช่ว่าจะสวยสดงดงามจริงเสมอไปก็หาไม่ ถ้าไม่คอยขัดถูแล้วไ่ม่นาน เท่าใดคือไม่เกิดสองวันที่ไม่ได้อาบน้ำชำระร่างกาย หนังที่สดใสก็กลายเป็นสิ่งโสโครกเหม็นสาบเหม็นสาง ตัวเองก็รังเกียจตัวเอง เมื่อมีชีวิตอยู่ก็เอาดีไม่ได้ พอตายแล้วยิ่งโสโครกใหญ่ ร่างกายที่เคยผ่องใส ก็เป็นซากศพที่ขึ้นอืดพอง น้ำเหลือไหลมีกลิ่นเหม็นตลบไปทั่วบริเวณ คนที่เคยรักกันปานจะกลืน พอสิ้นลมปราณลงไปในทันทีก็พลันเกลียดกัน แม้แต่จะเอามือเข้ามาแตะ ต้องก็ไม่ต้องการ บางรายแม้แต่มองก็ไม่อยากมอง มี ความรังเกียจซากศพ ซ้ำร้ายกว่านั้น เมื่ออยู่รักและหวงแหน จะไปสังคมสมาคมกับใครอื่นไม่ได้ ทราบเข้าเมื่อไรเป็นมีเรื่องแต่พอตายจากกันวันเดียวก็มองเห็นคนที่แสนรักกลายเป็นศัตรู กลัววิญญาณคนตายจะมาหลอกหลอนเกรงคนที่แสนรักจะมาทำอันตราย ความเลวร้ายของสังขารร่างกายเป็นอย่างนี้
เมื่อพิจารณากำหนดทราบเห็นแล้ว ก็น้อมนึกถึงสิ่งที่ตนรัก คือคนที่รัก ที่ปรารถนา ที่เราเห็นว่าเขาสวยสดงดงาม เอาความจริงจากซากอสุภเข้าไปเปรียบเทียบ พิจารณาว่า คนที่เรารักแสนรัก ที่เห็นว่าเขาสวยสดงดงามนั้นเขากับซากศพนี้มีอะไรแตกต่างกันบ้าง เดิมซากศพนี้ก็มีชีวิตเหมือนเขา พูดได้ เดินได้ ทำงานได้ แสดงความรักได้ เอาอกเอาใจได้ แต่งตัวสวยสดงดงามได้ ทำอะไร ๆ ได้ทุกอย่าง ตามที่คนรักของเราทำ แต่บัดนี้เขาเป็นอย่างนี้ คนรักของเราก็เป็นอย่างเขาเราจะมานั่งหลอกตนเองว่า เขาสวย เขางาม น่ารัก น่าปรารถนาอยู่เพื่อเหตุใด แม้แต่ตัวเราเองสิ่งที่เรามัวเมากาย มัวเมาชีวิต หลงใหลว่า ร่างกายเราสวยสดงดงามวิไล ไม่ว่าอะไรน่ารักน่าชมไปหมด ผิวที่เต็มไปด้วยเหงื่อไคล เราก็เอาน้ำมาล้าง เอาสบู่มาฟอกนำแป้งมาทา เอาน้ำหอมมาพรม แล้วก็เอาผ้าที่เต็มไปด้วยสีหุ้มห่อ เอาวัตถุมีสีต่าง ๆ มาห้อยมาคล้องมองดูคล้าย บ้าหอบฟางแล้วก็ชมตัวเองว่าสวยสดงดงาม ลืมคิดถึงสภาพความเป็นจริง ที่เราเองก็หอบเอาความโสโครกเข้าไว้พอแรง เราเองเรารู้ว่าในกายเราสะอาดหรือสกปรก ปากที่เราว่าปากสวย ในปากเต็มไปด้วยเสลดน้ำลาย น้ำลายของเราเองเมื่ออยู่ในปากอมได้ กลืนได้ แต่พอบ้วนออกมาแล้ว กลับรังเกียจไม่กล้าแม้แต่จะเอามือแตะ นี่เป็นสิ่งสกปรกที่เรามีหนึ่งอย่างละ
ต่อไปก็อุจจาระ ปัสสาวะ เลือด น้ำเหลือง ที่หลั่งไหลอยู่ในร่างกาย พอไหลออกมานอกกายเราก็รังเกียจทั้ง ๆ ที่เป็นตัวของเราเอง นี้ก็เป็นสิ่งโสโครกที่เป็นสมบัติของเราเองอีก น้ำเลือด น้ำเหลือง ของซากศพที่เรามองเห็นนั้น ซากศพนั้นมีสภาพอย่างไรเมื่อตายไปแล้วจากความเป็นคนหรือสัตว์ เราเรียกกันว่าผีตาย เขามีสภาพอย่างไรคือตายแล้วมีน้ำเลือดน้ำเหลืองหลั่งไหลออกจากร่างกายฉันใด เราแม้ยังไม่ตาย สิ่งเหล่านั้นก็มีครบแล้ว คนที่เราคิดว่าสวยสดงดงามตามที่นิยมกัน ก็เต็มไปด้วยความโสโครกที่น่ารังเกียจเหมือนกัน เอาอะไรมาเป็นของน่ารักน่าปรารถนา เรารักคนก็มีสภาพเท่ารักศพ ศพนี้น่าเกลียดน่าชังเพียงใด คนรักที่เรารักก็มีสภาพอย่างนั้นพยายามพิจารณาใคร่ครวญให้เห็นติดอกติดใจ จนกระทั่งเห็นสภาพของผู้ใดก็ตามที่เขานิยมกันว่า น่ารัก น่าชม นั้น เห็นแล้วมีความรู้สึกว่าเป็นซากศพทันที่ มีความรังเกียจสะอิดสะเอียนขึ้นมาทันทีทันใด เห็นคนหรือสัตว์มีสภาพเป็นซากศพไปหมด เต็มไปด้วยความรังเกียจที่จะสัมผัสถูกต้อง รังเกียจที่จะคิดว่าน่ารักน่าดู เพราะความสวยสดงดงาม เห็นผิวภายนอกก็มองเห็นภายใน คือเห็นเป็นสภาพถุงน้ำเลือดน้ำหนอง ถุงอุจจาระปัสสาวะที่เคลื่อนที่ได้ พูดด้วยสนทนาด้วย ก็เห็นสภาพผู้ที่พูดจาสนทนาด้วย เป็นถุงอุจจาระปัสสาวะ และถุงน้ำเลือดน้ำหนองมาพูดคุยด้วยคิดว่าขณะนี้เขามีสภาพเป็นถุงน้ำเลือดน้ำหนอง มาสนทนาปราศรัยกับเรา ต่อไปเขาก็จะกลายเป็นซากศพที่มีร่างกายอืดพอง น้ำเหลืองไหล ต่อไปกายก็จะขาดจากกันเป็นท่อนน้อย และท่อนใหญ่ สัตว์จะกัดกิน และในที่สุดก็จะเหลือแต่กระดูกกระจัดกระจายไปเขานี่เป็นผีตายชัด ๆ เราก็เช่นเดียวกัน เขามีสภาพเช่นไร เราก็มีสภาพเช่นนั้น กายนี้ล้วนแต่เป็นอนิจจัง หาความเที่ยงแท้แน่นอนไม่ได้เลย แม้ว่าจะเป็นสิ่งที่สะสมของโสโครกแล้วแต่ถ้าจะยังยืนคู่ฟ้าคู่ดินก็ยังพอที่จะทนรักทนชอบได้บ้าง แต่เปล่าเลย ท่านหลงว่าสวยสดงดงามนั้นก็เป็นสิ่งหลอกลอง เต็มไปด้วยความโสโครกเท่านั้นยังไม่พอกลับหาความเที่ยงแท้แน่นอนไม่ได้อีก ดิ้นรนกลับกลอกทรุดโทรมลงทุกวันทุกเวลาเคลื่อนเข้าไปหาความแก่ทุกวันทุกนาที ยิ่งมากวันความเสื่อมโทรมของร่างกายก็ทวีมากขึ้น จากความเป็นเด็กตัวเล็ก ๆ มาเป็นคนหนุ่มคนสาว จากความเป็นคนหนุ่มคนสาวมาเป็นคนแก่ การเคลื่อนไปนั้นมิใช่เคลื่อนเปล่ายังนำเอาโรคภัยไข้เจ็บมาทับถมให้ไม่เว้นแต่ละวัน ปวดที่โน่น ปวดที่นี่ โรคแน่น โรคจุกเสียด ปวดร้าวมีตลอดเวลาอวัยวะที่เคยใช้คล่องแคล่วสมบรูณ์บริบรูณ์ด้วยกำลัง ก็ง่อนแง่นคลอนแคลน กำลังวังชาหมดไป ทำอะไรไม่ได้สะดวก หูก็หนัก ตาก็ฟาง ได้ยินเห็นอะไรไม่ถนัด เต็มไปด้วยทุกข์ จะห้ามปรามรักษาด้วยหมอวิเศษทานใดก็ไม่สามารถจะยับยั้งความเคลื่อนความทรุดโทรมนี้ได้ในที่สุดก็พังทลายกลายเป็นซากศพที่ชาวโลกรับเกียจอย่างนี้ อัตภาพนี้เป็นสภาพโสโครกอย่างนี้ เป็นอนิจจัง ไม่เที่ยงอย่างนี้ เป็นทุกขังความทุกข์อันเกิดแต่ความเคลื่อนไปหาความเสื่อมอย่างนี้เป็นอนัตตา เพราะเราจะบังคับบัญชาควบคุมไม่ให้เคลื่อนไปไม่ได้ ต้องเป็นไปตามกฏธรรมดา
พิจารณาเห็นโทษทุกข์อันเกิดแต่ร่างกาย เกิดนิพพิทาความเบื่อหน่ายในร่างกายของตนเองและร่างกายของผู้อื่น เห็นสภาพร่างกายของตนเองและของผู้อื่นเป็นซากศพ หมดความพิสมัยรักใคร่ โดยเห็นว่าไม่มีอะไรสวยงาม อย่างนี้ท่านเรียกว่า เบื่อหน่ายหมดความพอใจเมื่อนั้น เห็นคนมีสภาพเป็นศพทุกขณะที่เห็น อย่างนี้ท่าน เรียกว่า ได้อสุภกรรมฐานในส่วนของสมถภาวนา
เห็นร่างกายเป็นซากศพ เบื่อในร่างกาย และเห็นว่าร่างกายนี้เต็มไปด้วยความไม่เที่ยง สกปรกโสมมแล้วยังหาความแน่นอนไม่ได้อีก เคลื่อนไปหาความแก่ตายทุกวันทุกเวลา ขณะที่เคลื่อนไปก็เต็มไปด้วยความทุกข์ เพราะต้องได้รับทุกข์จากโรครับทุกข์จากการบริหารร่างกาย มีการประกอบการงานเป็นต้น ทุกข์เพราะมีลาภแล้วลาภหมดไป มียศแล้วยศสิ้นไป มีสุขแล้วทุกข์มาทับถม เดี๋ยวมีคำสรรเสริญมาป้อยอ แต่ไม่นานก็ถูกนินทา เป็นเหตุให้ใจเป็นทุกข์ ทุกข์เพราะความเสื่อมโทรมของร่างกายมีอวัยวะทุพพลภาพ หูหนัก ตาฟาง ฟันหัก ร่างกายร่วงโรย ความจำเสื่อมล้วนแล้วแต่เป็นส่วนของความทุกข์ทั้งสิ้น
ฉะนั้น ขอให้นักปฏิบัติกรรมฐานในอสุภกรรมฐาน จงอุตส่าห์พยายามกำหนดพิจารณาให้ขึ้นใจจนได้ปฏิภาคนิมิตในที่สุด แล้วรักษานิมิตนั้นไว้อย่าให้เสื่อม ต่อไปก็ยกเอานิมิตนั้นขึ้นสู่อารมณ์วิปัสสนาญาณ ท่านจะเข้าถึงมรรคผลนิพพานได้ภายในไม่ช้าเลย การพิจารณาอย่างนี้ เรียกว่พิจารณากำหนดรู้
นิมิตอสุภกรรมฐาน
อสุภกรรมฐานก็มีนิมิตเป็นเครื่องกำหนดในการเข้าถึงเหมือนกสิณ แต่ต่างจากกสิณ ตรงที่เอารูปซากศพเป็นนิมิต ไม่ยกเอาธาตุหรือสีภายนอกเป็นนิมิต นิมิตในอสุภนี้ก็มีเป็นสองระดับเหมือนกัน คือ
๑.อุคหนิมิต ได้แก่นิมิตติดตา คือรูปเดิมที่กำหนดจดจำไว้
๒.ปฏิภาคนิมิต ได้แก่ นิมิตที่เป็นอัปนาสมาธิ คือรูปต่างจากภาพเดิมดังจะได้ยกมาเขียนได้ดังต่อไปนี้
| ๑. อุทธุมาตกอสุภ | อสุภที่มีร่างกายขึ้นอืดพอง อสุภนี้เมื่อเริ่มปฏิบัติ เมื่อเห็นภาพอสุภที่เป็นนิมิตท่านให้กำหนดรูปแล้วภาวนา "อุทธุมาตะกัง ปฏิกุลัง" ภาวนาอย่างนี้ตลอดไป เมื่อเพ่งพิจารณาจนจำรูปได้ชัดเจนแล้ว ให้หลับตาภาวนาพร้อมด้วยกำหนดจดจำรูปไปด้วย ตามที่กล่าวไว้แล้วในกสิณ จนรูปอสุภนั้นติดตาติดใจ จะนึกเมื่อไรก็เห็นภาพนั้นได้ทันทีภาพนั้นเกิดขึ้นแก่จิต คืออยู่ในความทรงจำ ไม่ใช่ภาพลอยมาให้เห็นเหมือนภาพที่ลอยในอากาศ เกิดจากการกำหนดรู้โดยเฉพาะ เมื่อภาพนั้นติดใจจนชินตามที่กำหนดจดจำไว้ได้แล้ว ท่านเรียกว่า "อุคคหนิมิต" แปลว่านิมิตติดตา |
|
สำหรับปฏิภาคนิมิตนี้ รูปที่ปรากกนั้นผิดไปจากเดิม คือรูปเปลี่ยนไปเสมือนคนอ้วนพีผ่องใส ผิวสดสวย อารมณ์จิตเป็นสมาธิตั้งมั่นไม่หวั่นไหว อย่างนี้ท่านเรียกว่าเข้าถึงอัปปนาสมาธิ ได้ปฐมฌานปฏิภาคนิมิตกำจัดนิวรณ์ ๕ นิวรณ์ ๕ ก็คือกามฉันทะ พยาบาท ถีนมิทธะ อุทธัจจกุกุกจจะ วิจิกิจฉา ตามที่กล่าวมาแล้วนั่นเอง เมื่อท่านนักปฏิบัติทรงสมาธิได้ถึงอัปปนาสมาธิ มีนิมิตเข้าถึงปฏิภาคนิมิต คือเข้าถึงปฐมฌานแล้ว นิวรณ์ ๕ ประการก็ระงับไปเองตามที่กล่าวมาแล้วในตอนว่าด้วย ฌาน |
|
| ๒.วินีลกอสุภ | อสุภนี้ ปกติพิจารณาสี มีสีแดง มีเขียว สีขาวปนกัน เมื่อขณะกำหนดภาวนาว่า "วินีละกัง ปฏิกุลัง" จนภาพนิมิตที่มีสีแดง ขาว เขียว เกิดติดตาติดใจคละกันอย่างนี้ ท่านเรียกว่า อุคคหนิมิต |
| ถ้าต่อไปปรากฏว่า ในจำนวนสีสามสีนั้น มีใดสีหนึ่งแผ่ปกคลุมสีอีกสองสีนั้นจนหนาทึบ ปิดบังสีอื่นหมดแล้วทรงสภาพอยู่ได้นาน ท่านเรียกนิมิตอยา่งนี้ว่า ปฏิภาคนิมิต ทางสมาธิเรียกว่า อัปปนาสมาธิ ทางฌานเรียกว่าปฐมฌาน | |
| ๓.วิปุพพกอสุภ | อสุภนี้ท่านให้พิจารณาน้ำเหลืองน้ำหนองเป็นอารมณ์ ภาวนาว่า "วิปุพพะกัง ปฏิกุลัง" จนเกิดอุคคหนิมิตของอสุภนี้มีลักษณะดังนี้ ปรากฏเห็นเป็นน้ำหนองไหลอยู่เป็นปกติ สำหรับปฏิภาคนิมิตมีสภาพเป็นนิมิตตั้งอยู่เป็นปกติ ไม่มีอาการไหลออกเหมือนอุคคหนิมิต |
| ๔.วิฉิททกอสุภ | อสุภนี้ ท่านให้พิจารณาซากศพที่ถูกสับฟันเป็นท่อนน้อยและท่อนใหญ่ ขณะพิจารณาให้ท่านภาวนาว่า "วิฉิททะกัง ปะฏิกุลัง" สำหรับอุคคหนิมิตในอสุภนี้ทาน่ามีรูปซากศพขาดเป็นท่อนน้อยและท่อนใหญ่ ส่วนปฏิภาคนิมิตนั้นมีรูปบริบรูณ์ เสมือนมีอวัยวะครบถ้วนบริบรูณ์ |
| ๕.วิกขายิตกอสุภ | อสุภนี้ท่านให้พิจารณาอสุภที่ถูกสัตว์กัดกินเป็นซากศพที่แหว่งเว้าทั้งด้านหน้าหลังและในฐานต่าง ๆ ขณะพิจารณา ท่านให้ภาวนาว่า "วิกขายิตตะกัง ปะฏิกุลัง" สำหรับอุคคหนิมิตในอสุภนี้ ปรากฏเป็นรูปซากศพที่ถูกสัตว์กัดกิน ส่วนปฏิภาคนิมิตนั้น ปรากฏเป็นรูปซากศพที่มีร่างกายบริบรูณ์ |
| ๖.วิกขิตตกอสุภ | อสุภนี้ ท่านให้รวบรวมเอาซากศพที่กระจัดกระจายพลัดพรากกันในป่าช้ามาวางรวมเข้าแล้วพิจารณา ขณะพิจารณา ท่านให้ภาวนาว่าดังนี้ "วิกขิตตะกัง ปฏิกุลัง" สำหรับอุคคหนิมิตในอสุภนี้ มีรูปเป็นอสุภนั้นตามที่นำมาวางไว้ วางไว้มีรูปอย่างไร อุคคหนิมิตก็มีรูปร่างอย่างนั้น ส่วนปฏิภาคนิมิตนั้น เห็นเป็นรูปมีร่างกายบริบรูณ์ไม่บกพร่อง จะได้มีช่องว่างก็หามิได้ |
| ๗.หตวิกขิตตกอสุภ | ท่านให้พิจารณาซากศพที่ถูกสับฟันเป็นท่อน ๆ แล้วเอามาวางห่างกันท่อนละ ๑ นิ้ว แล้วเพ่งพิจารณา ขณะพิจารณา ท่านให้ภาวนาว่า "หะตะวิกขิตตะกัง ปะฏิกุลัง" สำหรับนิมิต คืออุคคหนิมิตในอสุภนี้ ปรากฏเป็นปากแผลที่ถูกสับฟันส่วนปฏิภาคนิมิตนั้น ปรากฏเป็นร่างบริบรูณ์ จะปรากฏริ้วรอยที่ถูกสับฟันนั้นหามิได้ |
| ๘.โลหิตกอสุภ | อสุภนี้ท่านให้พิจารณาซากศพที่ถูกประหาร มีมือเท้าขาดเลือดไหล ขณะพิจารณาท่านให้ภาวนาว่า "โลหิตะกัง ปะฏิกุลัง" สำหรับอุคคหนิมิตในอสุภนี้ ปรากฏเหมือนผ้าแดงที่ถูกลมปลิวไสวอยู่ ส่วนปฏิภาคนิมิตนั้น ปรากฏเป็นสีแดงนิ่งสงบไม่เคลื่อนไหว |
| ๙.ปุฬุวกอสุภ |
อสุภนี้ท่านให้พิจารณาซากศพที่ตายมาแล้วสองสามวัน มีหนอนคลานอยู่บนซากศพนั้น ขณะพิจารณาท่านให้ภาวนาว่า "ปุฬุวะกัง ปะฏิกุลัง" สำหรับอุคคหนิมิต ในอสุภนี้ ปรากฏเป็นรูปซากศพที่มีหนอนคลานอยู่แต่สำหรับปฏิภาคนิมิตนั้น ปรากฏเป็นภาพนิ่งคล้ายกองสำลีที่กองอยู่เป็นปกติ |
| ๑๐. อัฏฐิกอสุภ | อสุภนี้ ท่านให้เอากระดูกของซากศพเท่าที่พีงหาได้ จะเป็นกระดูกที่มีเนื้อ เลือด เส้นเอ็น รัดรึงอยู่ก็ตาม หรือจะเป็นกระดูกล้วนก็ตาม บางส่วนของร่างกายมีเพียงส่วนน้อย หรือท่อนเดียวก็ตาม เอามาเป็นวัตถุพิจารณา เวลาพิจารณาท่านให้ภาวนาว่าดังนี้ "อัฏฐิกัง ปะฏิกุลัง" สำหรับอุคคหนิมิตในอัฏฐิอสุภนี้ จะมีรูปเป็นกระดูกเคลื่อนไหวไปมา สำหรับปฏิภาคนิมิตนั้น จะมีสภาพเป็นกระดูกวางเฉยเป็นปกติ |
(ขอจบนิมิตในอสุภ ๑๐ อย่างเพียงเท่านี้)
การพิจารณา
การเพ่ง
เมื่อจะเช้าไปดูเพ่งดูซากศพ ท่านให้เขาไปยืนไม่ห่างเกินไปแลไม่ชิดเกินไป การยืน อย่ายืนใต้ลม เพราะกลิ่นอสุภจะทำให้ไม่สบาย จะเกิดการอาเจียน แต่เดือดร้อนเพราะกลิ่นอาจทำให้เกิดโรค มีอาการทางท้อง หรือ ปวดศรีษะได้ อย่ายืนเหนือลมเกินไป เพราะพวกอมนุษย์ที่กำลังกัดกินเนื้ออสุภนั้นจะโกรธ จงยืนเฉียงอสุภด้านเหนือลม ลืมตาเพ่งจดจำรูปอสุภนั้นด้วย สี สัณฐาน อาการที่วางอยู่ จำให้ได้ครบถ้วน แล้วหลับตานึกคิดถึงภาพนั้น ถ้าภาพนั้นเลอะเลือนไปก็ลืมตาดูใหม่ จำได้แล้วก็หลับตานึกถึงภาพนั้นไม่ เมื่อจำได้แล้วกลับมาที่อยู่ นั่งเพ่งรูปอสุภนั้นให้ติดตาติดใจจนภาพนั้นเกิดเป็นอุคคหนิมิต คือภาพที่เห็นมานั้นติดอารมณ์อยู่เสมอ จะหลับตา หรือลืมตา ก็คิดเห็นภาพนั้นเป็นปกติ อย่างนี้เรียกว่าได้อุคคหนิมิต คือนิมิตติดตา คือติดใจนั่นเอง
ต่ออารมณ์ที่กำหนดนั้นมั่นคงแจ่มในชี้น ภาพที่จำได้นั้นมีสภาพแจ่มใสชัดเจนคล้ายเห็นด้วยตา และภาพนั้นก็มีสภาพเปลี่ยนแปลงไปจากรูปเดิม มีสภาพผุดผ่องเป็นร่างบริบรูณ์ หรือผ่องใสกว่าภาพที่เพ่งมา อย่างนี้ท่านเรียกว่าปฏิภาคนิมิต
พิจารณา
การเจริญอสุภกรรมฐาน ต้องหนักไปในทางพิจารณา เพราะถ้าใช้แต่การเพ่งจำภาพเฉย ๆจะกลายเป็นกสิณไป ในขณะที่เพ่งจำภาพนั้น ท่านให้พิจารณาพร้อม ๆกันไปด้วย โดยพิจารณาตามความรู้สึกที่จริงว่า อสุภ คือซากศพ นี้ เป็นของน่าเกลียดน่าสะอิดสะเอียน ไม่มีอะไรเป็นที่น่าปรารถนาเลยร่างกายคนและสัตว์ทั้งสิ้น มีสภาพน่าสะอิดสะเอียน แล้วน้อมภาพนั้นเขาไปเทียบเคียงกับคนที่มีชีวิตอยู่ โดยคิดแสวงหาความเป็นจริงว่า ร่างที่เพริศพริ้งแพรวพราวไปด้วยทรวดทรง และตระการตาไปด้วยเครื่องประดับนั้น ความจริงไม่มีอะไรสวยงามเลย ภายให้หนังกำพร้า มีแต่ความสกปรกโสโครก น่าเกลียด น่าสะอิดสะเอียน เลอะเทอะโสมมไปด้วยกลิ่นคาวที่เหม็นคลุ้งไปทั่วบริเวณร่างกาย ไม่มีส่วนใดที่จะหาว่า สะอาด น่ารัก แม้แต่น้อยหนึ่งก็หาไม่ได้ เมื่อเทียบกับร่างกายของผู้อื่นแล้วก็เอามาเทียบกับตนเอง พิจารณาให้เห็นชัดว่า เราเองก็เป็นซากศพเคลื่อนที่ เป็นผีเน่าเดินได้ดี ๆนั่นเอง ซากศพนี้มีสภาพเช่นใด เราเองก็มีสภาพเช่นนั้นที่ยังมองไม่เห็นชัดเพราะหนังกำพร้าหุ้มห่อไว้แต่ทว่าสภาพที่เลอะเทอะน่าเกลียดโสโครกนี้ใช่ว่าจะพ้นการพิจารณาใคร่ครวญของท่านผู้มีปัญญาก็หาไม่ ความจริง สิ่งโสโครกที่ปรากฏภายในก็หลั่งไหลออกมาปรากฏทุกวันคืน เช่น อุจจาระ ปัสสาวะ เลือด เสลด น้ำหนอง เหงื่อไคล สิ่งเหล่านี้เมื่อหลั่งไหลออกมาจากร่างกาย เราเอง ผู้เป็นเจ้าของก็ไม่ปรารถนาจะแตะต้อง เพราะรังเกียจว่าเป็นสิ่งสกปรกโสโครก ความจริงแล้วสิ่งเหล่านั้นมีอยู่ในกายของเราเอง ฉะนั้น อสุภคือสิ่งที่น่าเกลียดนี้มีอยู่ในร่างกาย ของเราครบถ้วนบริบรูณ์แล้ว เราก็คือส้วมเคลื่อนที่หรือป่าช้า ที่บรรจุซากศพเคลื่อนที่นั้นเองที่ยังไม่ปรากฏแก่ตาชาวโลกก็เพราะหนังกำพร้าหุ้มไว้ ถ้าหนังกำพร้าขาดเมื่อไร เมื่อนั้นแหละความศิวิไลซ์ก็จะสิ้นซากเมื่อนั้น สภาพที่แท้จริงจะปรากฏเช่นซากศพที่กำลังพิจารณาอยู่นี้ จงพยายามพิจารณาให้เห็นชัดเจนตามความเป็นจริง ก่อนพิจารณาต้องเพ่งรูปให้อารมณ์จิตมีสมาธิสมบรูณ์บริบรูณ์เสียก่อน เมื่อพิจารณาเห็นว่าตนของตนเองไม่สวยไม่งามแล้วก็เห็นคนอื่นว่าไม่สวยไม่งามได้ง่าย การเห็นตนเองเป็นความเห็นที่เกิดได้ยาก แต่ถ้าพยายามฝึกฝนเสมอ ๆแล้วอารมณ์จะเคยชิน จะเห็นว่าการพิจารณาตนนี้ง่ายเมื่อเห็นตนแล้วก็เห็นคนอื่นชัด ถ้าเห็นตนชัดว่าไม่มีอะไรสวย เพราะมีแต่ของน่าเกลียดโสโครก เราก็มองเห็นคนอื่นเป็นอย่างนั้น พยายามทำให้ชิน ให้ขึ้นใจจนมองเห็น ไม่ว่าใครมีสภาพเป็นซากศพ ตัดความกำหนัดยินดีในส่วนกามารมณ์เสียได้แล้ว ชื่อว่าทานได้อสุภกรรมฐานในส่วยของสมถภาวนาแล้ว การได้อสุภกรรมฐานในส่วนสมถะนี้เป็นผลได้ที่อยู่ในสภาพง่อนแง่นคลอนแคลน อารมณ์ความเบื่อหน่าย จะเสื่อมทรามลงเมื่อไรก็ได้ เพราะปกติของอารมณ์จิตมีปกติฝักใฝ่ฝ่ายต่ำอยู่แล้ว หากไปกระทบความยั่วยุเพียงเล็กน้อย อารมณ์ฌานเพียงแค่ปฐมฌานก็จะพลันสลายตัวอย่างไม่ยากนัก เพื่อรักษาอารมณ์ฌานที่หามาได้ยากอย่างยิ่งนี้ไม่ให้เสื่อมเสียไป เมื่ออารมณ์จิตหมดความหวั่นไหวนี้ท่านให้ใช้วิปัสสนาญาณเช้าสนับสนุน เพื่อทรงพลังสมาธิให้มั่นคง เพราะฌานใดที่ได้ไว้แล้ว และมีอารมณ์วิปัสสนาญาณสนับสนุน ฌานนั้นท่านว่า ไม่มีวันที่จะเสื่อมสลายการเจริญวิปัสสนาญาณต่อจากอสุภฌานนี้ ท่านสอนให้พิจารณาดังต่อไปนี้
ยกนิมิตอสุภเป็นวิปัสสนา
ธรรมดาของนิมิตที่เกิดจากอารมณ์ของสมาธิ จะเป็นนิมิตของอุปจารฌานหรือที่เรียกว่าอุคคหนิมิต หรือขั้นอัปปนาสมาธิ ที่เป็นอารมณ์ปฐมฌานก็ตาม จะเกิดยืนสภาพตลอดกาลตลอดสมัยนั้นไม่ได้ เกิดชึ้นแล้วชั่วครู่ชั่วพักก็หายไป ทั้งนี้ก็เพราะจิตไม่สามารถจะทรงสมาธิได้ได้นานมากนัก จิตก็จะเคลื่อนจากฌาน ตอนที่จิตเคลื่อนจากฌานนี่แหละภาพนิมิตก็จะเลือนหายไป ถ้าต้องการเห็นภาพใหม่ ก็ต้องตั้งต้นสมาธิกันใหม่ ถ้าประสงค์จะเอานิมิตเป็นวิปัสสนา เมื่อเพ่งพินิจอยู่ พอนิมิตหายไป ก็ยกอารมณ์ระดับวิปัสสนา โดยพิจารณาว่านิมิตนี้ เราพยายามรักษาด้วยอารมณ์ใจ โดยควบคุมสมาธิจนเต็มกำลังอย่างนี้ แต่นิมิตนี้จะได้เห็นใจเรา จะอยู่กับเราโดยที่เราหรืออุตส่าห์ประคับประคองจนอย่างยิ่งอย่างนี้ นิมิตนี้จะเห็นอกเห็นใจเราก็หาไม่ กลับมาเป็นอันตรธานหายไปเสียทั้ง ๆที่เรายังต้องการ ยังมีความปรารถนา นิมิตนี้มีสภาพที่ต้องเคลื่อนหายไปตามกฏของธรรมดาฉันใด ชีวิตของสัตว์ทั้งหลายที่มีความเกิดขึ้นแล้ว ก็ต้องมีอันตรธานไปในทึ่สุด ฉะนั้น ความไม่เที่ยงของชีวิตที่มีความเกิดขึ้นนี้ มึความตายเป็นที่สุด เช่นเดียวกับนิมิตนี้ ขึ้นชื่อว่าความเกิด ไม่ว่าจะเกิดเป็นอะไร เป็นสัตว์ มนุษย์ เทวดา พรหม ต่างก็มีความไม่เที่ยงเสมอเหมือนกันหมด เมื่อเกิดแล้วก็มีอันที่จะต้องตายเหมือนกันหมด เอาความเที่ยงแท้แน่นอนไม่ได้เลย เมื่อความไม่เที่ยงมีอยู่ ความทุกข์ก็ต้องมี เพราะการต้องการให้คงอยู่ยังมีตราบใด ความทุกข์ก็มีตราบนั้นเพราะความปรารถนาให้คงอยู่โดยไม่ต้องการให้เสื่อมสิ้นนั้น เป็นอารมณ์ที่ฝืนต่อกฏความเป็นจริง การทรงชีวิตนั้น ไม่ว่าจะทรงอยู่ในสภาพใด ๆก็เต็มไปด้วยความทุกข์ทั้งสิ้น เพราะทุกข์จาการแสวงหาอาหาร และเครื่องอุปโภคมาเลี้ยงชีวิตและครอบครัว ทุกข์เพราะโรคภัยไข้เจ็บรบกวน ทุกข์เพราะไม่อยากให้ของรักของชอบใจ แม้ในที่สุดชีวิตทีจะต้องแตกทำลายนั้น ต้องอันตรธานไป ความปรารถนาที่ฝืนความจริงตามกฏธรรมดานี้เป็นเหตุของความทุกข์ แต่ในที่สุดก็ฝืนไม่ไหว ต้องแต่ก็ทำลายอย่างนิมิตอสุภนี้เหมือนกัน นิมิตอสุภนี้เดิมทีก็มีปัญจขันธ์เช่นเรา บัดนี้เขาต้องกระจัดพลัดพรากแตกกายทำลายขันธ์ออกเป็นชิ้นน้อยชิ้นใหญ่อย่างนี้ความที่ขันธ์เป็นอย่างนี้ ก็ฝืนธรรมดาไม่ได้ ในที่สุดก็ต้องสลายอย่างนี้ ที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า โลก เป็นอนัตตา คือไม่มีอะไรทรงสภาพ ไม่มีใครบังคับการสิ้นไปของชาวโลกนั้นเป็นความจริง สิ่งที่ไม่เปลี่ยนแปลวไม่มีความความทุกข์ มีแต่ความสุขทรงสภาพปกจินั้นมีพระนิพพานแห่งเดียว ผู้ที่จะถึงพระนิพพานได้ ทานปฏิบัติอย่างเรานี้ ท่านเห็นสังขารทั้งหลายเป็นของน่าเกลียด เห็นสังชารทั้งหลายเป็นแดนของความทุกช์ เพราะกิเลสตัญหาปกปิดความรู้ความคิด สังขารทั้งหลายเป็นอนัตตา ท่านไม่ยึดมั่นในสังขาร ท่านเบื่อในสังขาร โดยท่านถือว่าธรรมดาของการเกิดมามีสังขารต้องเป็นทุกข์อย่างนี้ ท่านไม่ปรารถนาการเกิดอีก ท่านไม่ต้องการชาติภพใดๆ อีกท่านหวังนิพพานเป็นอารมณ์ คือท่านคิดนึกถึงพระนิพานเป็นปกติไม่มีอารมณ์รัก ความเกิด รักสมบัติ รักยศ รักสรรเสริญ ไม่รักแม้แต่สุขที่เกิดแต่ลาภที่ได้มาโดยชอบธรรม ทานตัด ฉันทะ ความพอใจในโลกทั้งสิ้น ท่านตัดราคะ ความกำหนัดยินดี ในโลกทั้งสิ้น ท่านพอใจในพระนิพพาน เมื่อทรงชีวิตอยู่ ท่านก็ทรงเมตตาเป็นปุเรจาริก คือเมตตาเป็นปกติ ท่านไม่ติดโลกามิส คือสมบัติของโลก ท่านที่เข้าพระนิพพาน เท่ามีอารมณ์เป็นอย่างไร บัดนี้เราผู้เป็นพุทธสาวก็กำลังทรงอารมณ์อย่างนั้น เราเห็นความไม่เที่ยงของสังขารแล้ว เพราะมีอสุภเป็นพยาน เราเห็นความทุกข์เพราะการเกิดแล้ว เพราะมีอสุภเป็นพยาน เราเห็นอนัตตาแล้ว เพราะมีอสุภเป็นพยาน เราจะพยายามตัดความไม่พอใจในโลกามิสทั้งหมด เพื่อได้ถึงพระนิพพานเป็นที่สุด
จงคิดอย่างนี้ พิจารณาอย่างนี้เนือง ๆ ทุกวันทุกลมหายใจเช้าออก ท่านจะเข้าถึงนิพพานในชาติปัจจุบัน พระนิพพานเป็นของจริง พระนิพพานเป็นสุขไม่มีทุกช์เจือปน ผู้ที่มีจิตผูกพันพระนิพพานเป็นปกติ จะมีความสุขในสมัยที่ทรงชีวิตอยู่ ความสุข นี้อธบิายให้สมเหตุสมผลไม่ได้ เพราะเป็นสุขประณีต สุขยิ่งกว่าความสุขใด ๆ ทึ่เจือด้วยอามิส ท่านที่เช้าถึงแล้วเท่านั้นที่ท่านจะทราบความสุขใจของท่านที่เข้าถึงพระนิพพานได้จริง ของอธิบายวิปัสสนาญาณโดยอาศัยนิมิตอสุภกรรมฐานเป็นบาทไว้โดยย่อเพียงเท่านี้ ขอนักปฏิบัติจงคิดคำนึงเป็นปกติ ท่านจะเช้าถึงพระนิพพานได้อย่างคาดไม่ถึง
ภาพประสาทหลอน
นักปฏิบัติกรรมฐานในอสุภกรรมฐานนี้ มักจะถูกอารมณ์อย่างหนึ่งที่คอยหลอกหลอนอยู่เสมอ อารมณ์ที่คอบหลอกหลอนนั้นคือ อารมณ์อุปาทาน อารมณ์อุปาทานนี้มีความรู้สึกอยู่เสมอว่า จะถูกอสุภคือซากศพนั้นคอยหลอกหลอน การที่ออกไปเยี่ยมป่าช้าเพื่อพิจารณาอสุภก็ดี หรือกำลังที่พิจารณาอสุภอยู่ที่วิหารก็ดีในกาลบางครั้งอารมณ์จะหลอกหลอนตนเองว่า เหมือนมีสภาพซากศพที่พิจารณานั้นบ้างมีภาพปีศาจจากที่อื่นบ้างแสดงอาการต่าง ๆ จะเข้ามาทำร้ายตน บางรายถึงกับตกใจกลายเป็นคนเสียสตไปก็มี ที่เป็นดังนี้ความจริงซากศพนั้นไม่ได้หลอกหลอน ผีปีศาจอื่นใดก็มิได้หลอกหลอน ที่เป็นดังนั้นก็อาศยบอุปาทาน การยึดถือเดิม ที่มีประจำจิตใจ คนเราแต่อดีตว่า ผีทำร้ายหลอกหลอน
ถ้าอารมณ์อย่างนั้นเกิดขึ้นแล้ว ท่านให้ตัดใจว่า นี่เราจะฝึกเพื่อมรรคผลความดีเพื่อพ้นทุกข์ ซากศพที่ตายแล้วไม่มีวันลุกขึ้นมาทำร้ายได้ และปีศาจที่ใดจะทำอันตรายแก่พระโยคาวจรอย่างเราก็ไม่มี พระอริยเจ้าทั้งหลายที่ท่านได้สำเร็จมรรคผบนับไม่ถ้วน ไม่มีพระอริยเจ้าแม้แต่องค์เดียวที่ท่านไม่ได้เจริญอสุภกรรมฐานมาแล้วทั้งสิ้น ทุกท่านต่างก็สำเร็จมรรคผลมาด้วยผ่านการเจริญอสุภกรรมฐานมาแล้วทั้งสิ้น ทุกท่านผ่านมาได้ไม่มีอันตรายต่อชีวิตเพราะซากศพหรือปีศาจเลย ภาพที่ปรากฏต่อหน้าเรานี้ เป็นภาพประสาทหลอนเป็นอารมณ์ของอุปาทาน ไม่มีอะไรจริงจัง แล้วตัดใจปฏิบัติต่อไปด้วยการทรงสมาธิมั่นเพียงเท่านี้ ภาพหลอนที่เห็นนั้นก็จะอันตรธานหายไป บางรายตัดสินใจด้วยเอาชีวิตเป็นเดิมพันคือจะเห็นภาพหลอกหลอน หรือเกิดอารมณ์กลัวขึ้นมาก็ตาม ท่านตัดสินใจ เชิญเถิด ถ้าเราจะต้องตายเสียในระหว่างปฏิบัติความดีนี้จะตายเมื่อสิ้นลมปราณก็ดี จะตายเพราะถูกปีศาจทำอันตรายก็ดีเพราะเราไม่ปรารถนาการเกิด และไม่ปรารถนาจะอยู่คู่กับโลกที่เต็มไปด้วยความเร่าร้อน เต็มไปด้วยความทุกข์ มีแต่ความหลอกหลอนปลิ้นปล้อน หาความจริงที่เป็นเหตุของความสุขไม่ได้ ใครต้องการชีวิตก็เชิญเถิดแล้วท่านก็ทำไม่รู้ไม่ชี้เสีย จะมีเสียงมีอาการอะไรปรากฏท่านไม่สนใจ เท่านี้ภาพนี้ภาพหลอนและอารมณ์กลัวก็จะหายไป ท่านก็กลับได้สมาธิตั้งมั่นอย่างคาดไม่ถึง และมีผลทางวิปัสสนาญาณอย่างเลิศ ท่านที่ตัดสินใจเอาชีวิตเป็นเดิมพันนี้ นอกจากจะหมดความกลัวแล้ว ถ้าทำถูกทางรู้สึกว่าฌานและวิปัสสนาญาณไม่มีอะไรยากสำหรับท่าน ทำได้ดี ได้รับผลเร็วเกินกว่าที่คาดคิดไว้ ขอท่านนักปฏิบัติจงสนใจและนำไปปฏิบัติ ท่านจะได้รับผลสมความตั้งใจ
ภาพหลอน
นอกจากอารมณ์หลอน ก็ยังมีภาพหลอนอีก ภาพหลอนนี้ไม่มีอะไรน่ากลัว แต่เป็นภาพที่น่ารัก เป็นภาพสวย ๆบ้าง เป็นเทวดาบ้าง เป็นภาพปราสาทหรือวิมานบ้าง เมื่อปรากฏขึ้น ก็สร้างอารมณ์ปลาบปลื้มแก่ท่านที่ได้เห็น ชอเตือนนักปฏิบัติว่า ภาพอื่นนอกจากนิมิตที่ท่านกำหนดไว้เดิมแล้ว ท่านอย่าสนใจเป็นอันขาดเพราะจะทำให้จิตซ่านออกจากสมาธิ อารมณ์สมาธิ เป็นภาพลองตา จงรักษาแต่ภาพนิมิตที่กำหนดแล้วเท่านั้น จงทิ้งภาพอื่นเสีย เพราะจะทำให้สมาธิเสีย
ความมุ่งหมายของอสุภ
อสุภกรรมฐานนี้ ที่ท่านสอนไว้ถึง ๑๐ อย่าง ก็ด้วยมีความมุ่งหมายดังต่อไปนี้
๑.อุทธุมาตกอสุภ ท่านสอนไว้เพื่อเป็นที่สบายของบุคคลผู้มีความกำนัดยินดีในทรวดทรงสันฐาน เพราะอสุภกรรมฐานข้อนี้แสดงให้เห็นเนื้อแท้ของทรวดทรงสัณฐานว่าไม่มีสภาพคงที่ ในที่สุดก็ต้องขึ้นอืดพอง เหม็นเน่า เป็นสิ่งโสโครกที่ไม่น่าใคร่ไม่น่าชอบใจอย่างนี้
๒.วินีลกอสุภ เป็นที่สบายของบุคคลที่หนัดไปในทางมีความใคร่พอใจในผิวพรรณผุดผ่อง เพราอสุภกรราฐานข้อนี้แสดงให้เห็นว่า ผิวพรรณนั้นไม่สวยจริง ในที่สุดก็จะกลายเป็นผิวพรรณที่มีสีสันวรรณะ ที่เขียว ขาว แดง เละเทอะ เลอะเลือน แปดเปื้อน ไปด้วยสิ่งโสโครกที่มีอยู่ในผิวพรรณที่หุ้มห่อไว้นั้น จะหลั่งไหลออกมาให้กลายเป็นของน่าเกลียดโสโครก
๓.วิปุพพกอสุภ เป็นที่สบายของบุคคลที่มีความยินดีในผิวพรรณที่ปรุงด้วยเครื่องหอมเอามาฉาบทาไว้ อสุภนี้แสดงให้เห็นว่า เครื่องหอมที่ฉาบทาประทินผิวไว้นั้นไม่มีความหมาย ในทีสุดก็ต้านทานสิ่งโสโครกที่อยู่ภายในไม่ได้ น้ำเลือด น้ำเหลืองน้ำหนองที่มีอยู่ภายในก็จะทะลักออกมาทับถมเครื่องประทินผิวเหล่านั้นให้หายไป ร่างกายจะเต็มไปด้วยสิ่งโสโครกที่สิงอยู่ภายใน
๔.วิกขายิตกอสุภ กรรมฐานนี้เป็นที่สบายของผู้ทีมีความกำหนัดยินดีร่างกายที่มีแท่งทึบมีเนื้อล่ำที่พอกพูนนูนออกมา เป็นเครื่องบำรุงราคะของผู้ทึ่มักมากในเนื้อแท่งที่กำเริบกรรมฐานนี้แสดงให้เห็นว่า ร่างกายนี้ไม่ใข่แท่งทึบตามที่คิดไว้ ความจริงเป็นโพรงโปร่งอยู่ภายในและเต็มไปด้วยของโสโครก
๕.วิกขิตตกอสุภ อสุภนี้เป็นที่สบายของผู้ที่มีความกำหนัดยินดี ในลีลาอิริยาบถมีการยกย่าง ก้าวไป ถอยกลับ และการคู้แขนเหยียดแขน ของเพศตรงข้าม เรียกว่าเป็นผู้ใคร่ในอิริยาบถ พอใจกำหนัดยินดีในท่อนแห่งกล้ามเนื้อที่เคลื่อนไหวในอิริยาบถนั้น ไม่มีอะไรแน่นอน ไม่สามารถจะรวมกลุ่มกันได้ตลอดกาลตลอดสมัย ในที่สุดก็ต้องกระจัดกระตายพลัดพรากจากกัน ไปเป็นท่อนน้อยท่อนใหญ่ ตามที่ปรากฏนี้
๖.หตวิขิตตกอสุภ เป็นที่สบายของผู้ที่มีความกำหนัดยินดีในข้อต่อ คือร่างกายที่มีอาการ ๓๒ ครบถ้วน คนประเภทนี้รักไม่เลือก ถ้าเห็นว่าเป็นคนมีอวัยวะไม่บกพร่องแล้วเป็นรักได้ กรรมฐานนี้แสดงให้เห็นว่า การติดต่อส่วนต่าง ๆของร่างกายนี้ ไม่จีรังยั่งยืน ในไม่ช้าก็จะต้องพลัดพรากกันตามกฏของธรรมดา
๘.โลหิดตกอสุภ เป็นที่สบายของคนรักความงามของร่างกายที่ตกแต่งด้วยเครื่องประดับ คือเป็นคนที่บูชาเครื่องอาภรณ์มากกว่าเนื้อแท้ กรรมฐานนี้แสดงให้เห็นว่าอาภรณ์ไม่สามารถจะรักษาแท่งทึบของก้อนเนื้อที่รับรองเครื่องประดับไว้ได้ ในไม่ช้าสิ่งโสโครกก็จะหลั่งไหลออกมา เครื่องประดับที่เป็นเครื่องเจริญตามิได้ มีอำนาจต้านทานกฏธรรมดาไว้ได้เลย
๙.ปุฬุวกอสุภ เป็นที่สบายของคนที่ยึดถือว่า ร่างกายนี้เป็นเรา แต่กรรมฐานนี้แสดงว่า ร่างกายนี้ไม่ใข่ของเรา ร่างกายนี้เป็นสาธารณะแก่หมู่หนอนที่กำลังกินอยู่ ถ้าร่างกายเป็นของเราจริง เจ้าของร่างคงไม่ปล่อยให้หนอนกัดกินเป็นอาหารได้
๑๐.อัฏฐิอสุภ เป็นที่สบายของผู้มีความกำหนัดยินดีในฟันที่ราบเรียบขาวเป็นเงางาม กรรมฐานนี้แสดงให้เห็นว่ กระดูกฟันนี้ก็ต้องหลุดถอนเป็นธรรมดาไม่คงสภาพสวยสดงดงามให้ชมอยู่ตลอดเวลา ตลอดสมัยได้ ตัวไม่ทันตาย ฟันก็หลุดออกก่อนแล้วแล้วความศิวิไลซ์ของฟันที่ว่าสวยนั้นก็ไม่จริง ถ้าปล่อยไว้ไม่ชำระขัดสีเพียงวันเดียวสีขาวไข่มุกนั้นก็จะกลายเป็นสีเหลืองเพราะสิ่งโสโครกที่ฟันเกาะไว้นอกจากจะโสโครกแล้วฟันก็จะปรากฏกลิ่นเหม็นจนเจ้าของเองทนไม่ไหว
อสุภกรรมฐานที่ท่านกล่าวสอนไว้ถึง ๑๐ อย่าง มีความหมายอย่างที่ว่ามานี้แล้วขอท่านนักปฏิบัติ ทึ่จะฝึกหัดกำจัดอำนาจราคะ คือความกำหนัดยินดีในเพศตรงข้ามหรือเป็นนักนิยมสีสันวรรณะแล้ว ท่านจงฝึกในอสุภทั้ง ๑๐ อย่างนี้ อย่างใดอย่างหนึ่งที่เหมาะสมแต่ความรู้สึกเดิม ที่มีความกำหนัดยินดีอยู่นั้นเพื่อผลในการปฏิบัติ ในส่วนวิปัสสนาญาณ เพื่อมรรคผลต่อไปเถิด
(จากหนังสือคู่มือปฏิบัติพระกรรมฐาน โดย โฮมเพ็จศรัทธาธรรม)